ลูกอมมะขามแก้ว ปริมาณ 200 กรัม

ประโยชน์ของมะขามต่อผิ

มะขามช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกายด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสด้วยวิตามินซีจากมะขามช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอยแห่งวัยแคลเซียมจากมะขามจะช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงมะขามมีธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดใช้ในการทำทรีตเม้นต์ด้วยการนำมาขัดตามซอกขาหนีบ รักแร้ ข้อพับ ซึ่งจะช่วยลดรอยคล้ำลงได้นำมะขามเปียกไปแช่น้ำ ลอกเอาใยออก นำมะขามมาถูตัวเบา ๆ ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นตลอดทั้งวัน และช่วยกำจัดแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยมะขามเปียกและดินสอพองผสมจนเข้ากัน นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าดูกระชับสดใสและสะอาดยิ่งขึ้นมะขามเปียกผสมกับน้ำอุ่นและนมสด ใช้พอกผิว ช่วยให้ผิวหนังที่มีรอยดำคล้ำกลับมาขาวสดใส นุ่มนวลยิ่งขึ้นนำมาใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้ทำเป็นกรดผลไม้ (AHA)

วิธีการทำมะขามแก้ว

ส่วนผสม
เนื้อมะขาม หรือมะขามเปียก 200 กรัม
น้ำเปล่า 1 1/2ถ้วย
เกลือ 2 ช้อนชา
พริกป่น  2 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 500  กรัม
น้ำตาลทราย (สำหรับคลุก) 

วิธีทำ

แช่มะขามในน้ำเปล่า 15 นาที บี้เนื้อมะขาม แกะเอาก้านและกากต่างๆออกกรองอีกครั้งด้วยกระชอน (ควรใช้ที่ตาห่างๆหน่อย) ตั้งกระทะใส่เกลือ พริกป่น และน้ำตาล เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ จนข้นเป็นก้อน นำขึ้นรอให้เย็น ปั้นมะขามเป็นก้อน ใช้น้ำเปล่าหรือน้ำมันพืชแตะมือเล็กน้อยจะช่วยให้ปั้นง่ายขึ้นไม่ติดมือมะขามที่ปั้นมาคลุกด้วยน้ำตาล ตักใส่ขวดหรือกล่องที่มีฝาปิดมิดชิด แช่ในตู้เย็นเก็บไว้ได้นานหลายเดือน ตอนเคี่ยวระวังอย่าใช้ไฟแรงเกินไป น้ำตาลจะไหม้และมีรสขมได้มะขามที่เคี่ยวเมื่อเย็นลงแล้วจะมีความแข็งขึ้นกว่าตอนร้อนๆ แต่ถ้าเย็นแล้วยังเหลวปั้นยาก ให้นำไปเคี่ยวใหม่อีกครั้งจนเนื้อมะขามข้นขึ้น ตอนคลุกน้ำตาล ควรคลุกทิ้งไว้ในน้ำตาลประมาณ 10 นาที เพื่อให้ความชื้นในเนื้อมะขามกระจายออกมาเกาะน้ำตาลจนอิ่มตัวดี ค่อยนำขึ้นแล้วนำมาปั้นเป็นก้อน จากนั้นให้นำมะขามที่ปั้นไว้มาคลุกกับน้ำตาล แล้วห่อบรรจุภัณฑ์

ชุมชนบ้านหนองกาปราณบุรีอยู่ที่ไหน

ตั้งอยู่ที่ หมู่7 บ้านหนองตา ตำบล ปราณบุรี อำเภอ ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ 77120 คุณบุญชุ่ม ทิพย์เนตร โทร 032 622738 เริ่มจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหนองกาสามัคคี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 โดยมีหน่วยงานภาครัฐมาช่วยแนะนำให้มีการรวมกลุ่มกัน มีสมาชิกแรกเริ่ม 38 คน โดยในช่วงแรกทางกลุ่มได้ลองทำมาหลายอย่าง ล้มลุกคลุกคลานเรื่อยมา ต่อมาเห็นว่าในพื้นที่มีการปลูกสับปะรดกันมากแล้วราคาได้ตกต่ำ จึงเกิดแนวคิดที่จะแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ โดยได้เริ่มทำเมื่อปี 2528 จากนั้นได้มีการพัฒนาเรื่อยมา



Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*